ผู้ปกครองแห่เข้าโรงตึ๊งหาค่าเทอม ชี้เงินสะพัดเฉียด 5 หมื่นล้าน

ผู้ปกครองแห่เข้าโรงตึ๊งหาค่าเทอม ชี้เงินสะพัดเฉียด 5 หมื่นล้าน

ม.หอการค้าไทย คาดเปิดเทอมเงินสะพัดเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 2.3% จากปีก่อน ถือว่าขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี แต่ก็ยังเป็นการขยายตัวในระดับต่ำ เพราะปกติจะขยายตัวประมาณ 5% แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีการระมัดระวังการใช้จ่าย เศรษฐกิจยังฟื้นไม่เต็มที่

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยการสำรวจผลกระทบของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม จากกลุ่มตัวอย่าง 1,210 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-6 พ.ค. 2559 ว่า ช่วงเปิดเทอมปีนี้คาดมีเงินสะพัดกว่า 49,145.10 ล้านบาท ขยายตัว 2.3% จากปีก่อน ถือเป็นการขยายตัวดีที่สุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2557

แต่ยังเป็นการขยายตัวในระดับต่ำ แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีการระมัดระวังการใช้จ่าย เศรษฐกิจยังฟื้นไม่เต็มที่ แต่ทั้งนี้ก็มีสัญญาณบวกเล็กน้อยจากการที่ผู้ปกครองมีการซื้อของให้บุตรหลานมากชิ้นขึ้น โดย 39.5% ระบุจะซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น 30.4% จะซื้อเท่าเดิม และ 30.1% จะซื้อสินค้าในช่วงเปิดเทอมน้อยลง สะท้อนความมั่นใจที่ขยับขึ้นมาในทางที่ดี

ผู้ปกครองแห่เข้าโรงตึ๊งหาค่าเทอม ชี้เงินสะพัดเฉียด 5 หมื่นล้าน

“หอการค้าไทยเชื่อว่าหากรัฐยังคงรักษาระดับเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจ การใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง จะเป็นทิศทางที่ดีของเศรษฐกิจได้ และการใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมนี้ ประมาณ 50,000 ล้านบาทจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ประมาณ 0.1 – 0.2% ซึ่งได้รวมกับการประมาณการเศรษฐกิจที่มีคาดการณ์ว่าในปีนี้จะขยายตัวได้ 3 – 3.5% แล้ว”

ในภาวะที่เศรษฐกิจปกติ การใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมจะขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 5% แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับต่ำ ทำให้การใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมขยายตัวเฉลี่ยที่ประมาณ 2% เท่านั้น และในปีนี้การใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมขยายตัวที่ 2.3% สะท้อนว่าเศรษฐกิจยังโตไม่เต็มที่ แต่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวแบบอ่อนๆ มีสัญญาณการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น แม้คนจะระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ก็เริ่มใช้จ่ายในการซื้อสิ่งของมากชิ้นขึ้น

การใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมปี 2559 ผู้ปกครองส่วนใหญ่ 40.1% จะใช้จ่ายเรื่องค่าเล่าเรียน/ค่าหน่วยกิต รองลงมา 29.1% เป็นงบค่าบำรุงโรงเรียน(กรณีเปลี่ยนโรงเรียนใหม่/แป๊ะเจี๊ยะ) ในเรื่องของเงินที่ใช้จ่าย ผู้ปกครอง 48.7% ระบุว่ามีเพียงพอ และผู้ปกครอง 51.3% ระบุว่ามีเงินไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอม ซึ่งวิธีแก้ คือส่วนใหญ่ 32.8% นำทรัพย์สินไปจำนำ 21.5% ยืมญาติพี่น้อง รองลงมาคือ กู้นอกระบบ กู้ในระบบ ฯลฯ

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์

2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ท้าทายเหล่านี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จากคนใกล้ชิดและเพื่อนๆ ทั้งของ คุณอภิชาต ศุภจรรยารักษ์ หรือ คุณเน และ คุณศิริพรรณ คำแน่น หรือ คุณฝน สองสามี-ภรรยา เจ้าของไร่ “บ้านสวนศุภรักษ์” ป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งต่างจบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านวิศวะด้วยกันทั้งคู่ แต่เลือกที่จะลัดวงจรชีวิตหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุง หันมาเอาดีด้านการทำเกษตรอินทรีย์แทนการเป็นมนุษย์เงินเดือน

2 ปีที่ล้มลุกคลุกคลาน กว่าจะพากันข้ามผ่านอุปสรรคไม่ง่ายเลย แต่ด้วยพลังแห่งฝันบวกกับไฟแห่งความมุ่งมั่น เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาได้ค้นพบความสุขชีวิตบนทางสายอาชีพที่เลือกเดิน


ทันทีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คุณอภิชาต หรือ คุณเน ชายหนุ่มในวัย 30 ปีเศษ เลือกที่จะไม่กรอกใบสมัครงานบริษัทใดๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่สะดวกใจที่จะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ ทั้งที่เขาเองเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ คุณพ่อเป็นนักวิศวกร คุณแม่เป็นครู

ขณะที่ คุณฝน หญิงร่างเล็กอายุ 29 ปี ผู้เป็นภรรยา จบปริญญาโท สาขาเดียวกัน แต่ไม่ได้มองด้านการเกษตรมาก่อน คุณฝนจึงตัดสินใจไปสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนทั่วไป ยอมเข้างานแต่เช้า กลับบ้านดึกดื่น อดหลับอดนอน เพื่อเคลียร์งานให้เสร็จทันเวลา แต่ก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ได้เพียง 2 ปี ก็แต่งงาน และตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกรมาสวมบทเกษตรกรจับจอบ จับเสียม เดินตามฝันไปกับผู้เป็นสามี

คุณเน เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่เกิดจากความคิดแรก ขณะที่เขาเรียนมาได้ครึ่งทางของชั้นปริญญาโทให้ฟังว่า รู้ตัวเองว่าคงไม่เหมาะจะทำงานสายอาชีพ เพราะไม่ชอบรูปแบบสังคม ที่กะเกณฑ์ กำหนดอะไรไม่ได้เลย ถ้าวันหนึ่งจะต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือนจริงๆ ต้องมีเจ้านาย มีกรอบในการดำเนินชีวิต เราคงทำไม่ได้แน่ จึงตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่าชีวิตนี้จะไม่เขียนใบสมัครงานเด็ดขาด


“ผมฝันอยากทำอาชีพอิสระ เป็นนายตัวเอง สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ และด้วยความที่ชอบการทำเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยมองว่าอาชีพเกษตรกรรมนี่แหละ เป็นอาชีพที่เหมาะกับผม เพราะสามารถควบคุมการผลิตเองได้ทั้งระบบ ตั้งแต่วางแผนกระบวนการผลิต เก็บเกี่ยว การตลาด ซึ่งนอกจากเป็นอาชีพอิสระ มองว่ายังได้ทำบุญไปในตัว เพราะได้ผลิตอาหารที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภคด้วย” คุณเน เล่าจุดเริ่มต้นเส้นทางแห่งความฝันให้ฟัง

เมื่อตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะเดินบนเส้นทางนี้ ก็เริ่มต้นด้วยการปลูกหญ้าเนเปียร์ขาย สำหรับผู้เลี้ยงโคนม ควบคู่กับการขายถุงพลาสติกบรรจุหญ้า เพราะพื้นที่อยู่ใกล้กับโครงการพระราชดำริ ขณะเดียวกัน ก็เลี้ยงไส้เดือนเพื่อขายมูลไส้เดือน รายได้อาจจะไม่มากนัก แต่รายจ่ายก็ไม่ได้เยอะ เพราะปลูกผักสวนครัว ผักสลัดแปลงเล็กๆ ไว้กินเอง เหลือก็นำไปขายร้านโชห่วยหน้าปากซอย

วันหนึ่งมีเจ้าของร้านสเต๊กมาซื้อหญ้าที่บ้าน เห็นว่าบ้านเรามีผักสลัด จึงมาขอซื้อเอาไปบริการลูกค้าในร้าน และบอกให้เราปลูก จะรับซื้อราคาเดียวกับห้าง เราจึงเริ่มปลูกผักสลัดอินทรีย์อย่างมีความหวัง ขณะที่ผักสลัดกำลังจะเติบโต ร้านสลัดที่บอกว่าจะรับซื้อ ก็ไม่สามารถเปิดตัวได้ตามวันเวลาที่กำหนด

“ช่วงนั้นการเงินเริ่มร่อยหรอจากการลงทุนเรื่อยๆ และผลตอบแทนที่ได้ไม่มากพอสำหรับอนาคต สารภาพว่ากลัวจะไปไม่รอด จึงบอกกับฝนว่า ถ้าไม่มั่นใจก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม แต่ฝนเองก็ยังไม่ถอดใจรอ ว่าถ้าถึงจุดหนึ่งที่ไปไม่ไหวจริงๆ ก็จะยอมถอยกลับไปทำงานกินเงินเดือน” คุณเน เล่าช่วงวิกฤตชีวิต

ถึงแม้จะมีเสียงค่อนแคะ เล็ดลอดลอยผ่านเข้าหูให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง “อุตส่าห์เรียนจนจบวิศวะ แต่กลับมาปลูกผัก ปลูกหญ้ากิน” ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจเดิมของคุณเนหายไป แต่กลับทำให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น


“บางครั้งมีท้อใจบ้างเหมือนกัน แต่จะไม่โต้เถียงเพื่อยืนยันความตั้งใจจริง เพราะพูดไปมันก็เท่านั้น สู้ลงมือทำเพื่อให้ผลงานประจักษ์ สุดท้ายผลงานพูดแทน ฟังแต่เสียงคนอื่น เราก็จะไม่มีพลังในการก้าวเดินไปข้างหน้าได้เลย” คุณเน และคุณฝน เผยความในใจในช่วงที่ชีวิตถูกกดดัน

แม้ช่วงจังหวะชีวิตที่ดูแย่ๆ แต่พวกเขาก็ยังโชคดีที่ครอบครัว “ศุภจรรยาลักษ์” เข้าใจ ไม่ได้บังคับให้เลือกอาชีพ แถมคอยช่วยเหลือสนับสนุนในสิ่งที่ทั้งคู่ทำ คอยเติมพลังในยามท้อ ประคองให้ลูกๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งและมั่นคง

ในเมื่อไม่จมอยู่กับความผิดหวัง การแสวงหาก็ทำให้ทั้งคู่พบกับ คุณหลวง หรือ คุณสมประสงค์ นาคดี หัวหน้ากลุ่มชุมชนป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทำเกษตรระบบอินทรีย์เช่นเดียวกัน จึงได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม ช่วยกันผลิตพืชผักอินทรีย์ส่งขายให้กับพ่อค้าคนกลาง และบริษัทต่างๆ แต่ค้าขายกันมาได้ระยะหนึ่งก็ประสบปัญหาเรื่องราคาเพราะเจอตลาดที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คนในกลุ่มรู้สึกท้อ บางคนถึงขั้นอยากเลิกทำอาชีพเกษตรกรรม

กระทั่งทางกลุ่ม โดยคุณหลวง ได้มีโอกาสได้รู้จัก คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารสามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล ที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรระบบอินทรีย์ พร้อมแนะนำช่องทางด้านการตลาด และให้ความรู้ แนะนำแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานระบบชุมชนรับรอง PGS การรับรองแบบมีส่วนร่วม ภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล หรือ IFOAM ทำให้กลุ่มชุมชนป่าละอู ได้เข้ามาเป็นเครือข่ายของโครงการสามพรานโมเดล ได้ขายผลผลิตตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเริ่มมีหวัง

คุณเน ถ่ายทอดความรู้สึกให้ฟังหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการว่า…

“สามพรานโมเดล ทำให้ผมมองเห็นอนาคต เห็นโอกาสช่องทางการตลาด เพราะตั้งแต่ทำการค้าขายผลผลิตมา ผมไม่เคยเจอพ่อค้าที่บอกให้ลูกค้ากำหนดราคาเอง และรับซื้อแบบประกันราคาตลอดทั้งปี แต่โครงการนี้ให้โอกาสเกษตรกร แถมมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทุกเดือนเพื่อตรวจแปลง ให้ความรู้เรื่องระบบการผลิตให้สินค้าได้คุณภาพตามมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ยังหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้อีกด้วย”


ด้านคุณอรุษ ในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการสามพรานโมเดลมากว่า 5 ปี กล่าวว่า คุณเน กับคุณฝน ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเกษตรกรรุ่นใหม่ ในเครือข่ายโครงการสามพรานโมเดล ที่มีฝัน มีความตั้งใจจริง และลงมือทำ ไม่หวั่นต่ออุปสรรค ค้นพบวิธีปลูกผักสลัดระบบอินทรีย์ จนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และมองเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่ม แม้ระยะแรกประสบปัญหาเรื่องการตลาดที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรทั่วไป แต่หลังจากที่เข้าร่วมโครงการ เราได้เข้าไปให้ความรู้ แนะนำช่องการตลาด รวมถึงแนวทางการผลิตภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ทำให้เขามองเห็นโอกาส เห็นช่องทางการตลาดที่ชัดเจน ทำมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน บนเนื้อที่จำนวน 1 งาน ของไร่ “บ้านสวนศุภรักษ์” เขียวขจีไปด้วยพืชผักชนิดต่างๆ โดยเฉพาะผักสลัด ซึ่งนอกจากส่งเข้าห้องครัวของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ แล้ว ส่วนหนึ่งนำมาจำหน่ายตลาดสุขใจ วันเสาร์-อาทิตย์ และทางโครงการกำลังขยายช่องทางการตลาดสู่ระบบซื้อขายบนสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในเร็วๆ นี้ คาดว่าผักสลัดอินทรีย์ของไร่ บ้านสวนศุภรักษ์ น่าจะได้รับความสนใจไม่น้อย

ส่วนกำลังการผลิต คุณเน บอกว่า อยู่ที่ 30-40 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 12,000 บาท แม้ตัวเลขรายได้จะน้อยกว่ามนุษย์เงินเดือน แต่รายจ่ายก็ไม่มาก ยิ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ พวกเขาบอกว่า คุ้มมากที่ตัดสินใจมาทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งเป้าว่าจะผลิตให้ได้ 100 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ สำหรับในอนาคตตั้งใจไว้ว่าจะเอาดีด้านผักสลัดแทนการปลูกผักชนิดอื่น ทั้ง แรดิช หัวไชเท้าฝรั่ง สวิสชาร์ด ซึ่งเป็นพืชที่ดีมีคุณประโยชน์อันดับหนึ่งของโลก


คุณเน บอกว่า การปลูกผักอินทรีย์ ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงซื่อสัตย์ อดทน ขยันลงรายละเอียดเกี่ยวกับผักที่เราปลูก คือหัวใจในการปลูกผักอินทรีย์ เราต้องให้เวลาในการดูแลเขา ทุก 3 วัน 7 วัน หรือทุกวันจะต้องลงแปลง ถอนหญ้า สังเกตแมลง ดูความเป็นไปของผัก ว่าวันนี้เป็นอะไร และจะต้องแก้ไขอย่างไร ที่สำคัญต้องใจเย็นมากๆ เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ใส่ปุ๋ยวันนี้แล้วพรุ่งนี้เห็นผล มันอาจต้องใช้เวลานานนับเดือน นับปีด้วยซ้ำไป เพื่อฟื้นสภาพการเป็นอินทรีย์ให้กลับคืนมา

จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความรักหรือความเชื่อมั่นในวิถีอินทรีย์ สุดท้ายทั้งคู่ก็ร่วมต่อสู้ ก้าวข้ามอุปสรรค ฝ่าฟันเสียงค่อนแคะ ทำเกษตรอินทรีย์ กระทั่งมีชีวิตอิสระ มีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัวท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติ กำหนดราคาผลผลิตเองได้ ได้เป็นนายของตัวเอง นอนได้เต็มวันในวันที่ขี้เกียจ ไปเที่ยวได้ทุกที่ในวันที่อยากจะไป ไม่ต้องยื่นใบลา ไม่ต้องรอให้นายเซ็น เหล่านี้คือ รางวัลชีวิต รางวัลแห่งความสุขของคนทำเกษตรอินทรีย์ สุขที่แสนอิสระ ที่หนุ่มสาวออฟฟิศหลายคนแอบวาดฝัน แต่มีสักกี่คนที่สานฝันให้เป็นจริงได้

ภายใต้ โครงการสามพรานโมเดล ขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำหรับผู้ที่ต้องการเชื่อมโยง ศึกษาดูงาน ด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างมีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมร่วมกับโครงการสามพรานโมเดล สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ คุณสุทิศ จิราวุฒิพงศ์ โทร. (081) 668-2165 คุณชฤทธิพร เม้งเกร็ด โทร. (081) 854-0880 หรือ คลิกดูข้อมูลได้ที่ www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel

ที่มา เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

5 ข้อแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน

5 ข้อแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน

บางครั้งคนรวยกับคนจนนั้น มักมีเส้นบางๆกั้นอยู่เพียงแต่ตัวเรานั้นจะสังเกตหรือรับรู้ได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง คนจำนวนไม่น้อยที่รับรู้ถึงข้อแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนแต่ก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่เปลี่ยนแปลงในทางที่แย่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการที่เรานั้นได้รู้ข้อแตกต่างระหว่างคนสองประเภทนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ดีเพราะเราสามารถเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อที่จะเริ่มพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ง่ายขึ้น ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างคนสองประเภทนี้ที่เราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนมีดังนี้
แตกต่างอย่างที่หนึ่ง วิสัยทัศน์คนละขั้ว มองโลกคนละด้าน
วิสัยทัศน์นั้นสำคัญมากมายที่แยกแยะระหว่างคนรวยกับคนจน เราจะเห็นความแตกต่างของวิสัยทัศน์จากคนสองประเภทนี้ได้อย่างชัดเจน มีคนจำนวนไม่น้อยนั้นที่พยายามที่จะคิดเข้าข้างตัวเองหรือคิดมองโลกในแง่ดีว่าวิสัยทัศน์ของเรานี่แหละดีที่สุดแล้ว ในเมื่อเราคิดแบบนี้แล้วนั้นเราจะไม่เปลี่ยนวิสัยทัศน์ของตัวเองที่มีอยู่อย่างแน่นอน เมื่อเราไม่เปลี่ยนวิสัยทัศน์ของเราแล้วนั้นเราก็จะใช้ชีวิตเดิมๆอยู่อย่างนั้น เราจะทำอะไรเดิมที่ไม่มีความแปลกใหม่

มีคนจำนวนไม่น้อยที่กว่าจะเปลี่ยนวิสัยทัศน์อะไรบางอย่างได้ต้องเจอเรื่องบางเรื่อง เจอสิ่งบางสิ่งที่สะเทือนใจมากมายจนเปลี่ยนวิสัยทัศน์เปลี่ยนความคิดเป็นคนละคน วิสัยทัศน์ของคนรวยนั้นมักเป็นวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล มองเห็นความสุขส่วนรวมและสิ่งต่างๆ เป็นวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางมากกว่าคนอื่นๆ
แตกต่างอย่างที่สอง การใช้เงินบริหารอนาคต
ถ้าเรามีเงินจำนวนหนึ่งนั้น อาจจะเป็นเงินที่มีจำนวนเยอะ เป็นเงินก้อน เป็นเงินที่ได้ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม คนที่ได้เงินเหล่านั้นหรือมีเงินเหล่านั้น ล้วนที่จะมีวิธีใช้เงินนั้นที่แตกต่างกันไป เรามั่นใจว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกที่จะนำเงินเหล่านั้นไปซื้อสิ่งของที่ตัวเองอยากได้ ซื้อสิ่งของที่ตัวเองนั้นใฝ่ฝันอยากได้มานาน อยากครอบครองอะไรสักอย่างที่จะต้องได้ หรือกินอาหารแพงๆ ทานอาหารหรูๆโดยที่ไม่รู้จักคำว่าเสียดายเงิน ซึ่งการใช้เงินแบบนี้นั้นย่อมไม่เกิดผลดีอย่างแน่นอนในไม่ช้าเงินนั้นจะหมดไป

คนที่ประสบความสำเร็จหรือคนรวยจำนวนไม่น้อยนั้นที่เลือกที่จะนำเงินที่มีอยู่หรือนำเงินที่ได้มาเหล่านั้นไปลงทุนกับสิ่งต่างๆ ใช้เงินสร้างเงินขึ้นมา เพื่อที่จะให้เงินที่มีอยู่นั้นงอกเงยเพิ่มขึ้นมากกว่าการนำเงินเหล่านั้นไปใช้จนหมด
แตกต่างอย่างที่สาม การเรียนรู้เสริมความคิด
มีคนจำนวนไม่น้อยที่เมื่อได้งานอะไรสักอย่างแล้วนั้น ก็เลือกที่จะหยุดการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ความรู้ใหม่ๆแล้วหันไปให้ความสนใจกับงานของตัวเองเต็มที่แทน และผู้คนเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยที่เราสามารถสังเกตเห็นได้นั้น ก็แทบจะไม่มีวันเติบโตในหน้าที่การงานได้เลย คนที่ประสบความสำเร็จจำนวนไม่น้อยนั้นไม่เคยคิดที่จะหยุดการเรียนรู้ พวกเขาเหล่านั้นเลือกที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆตลอดเวลาเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองให้เก่งยิ่งขึ้นไปอีก

ในทางกลับกันคนจนจำนวนไม่น้อยนั้นพวกเขาเลือกที่จะไม่รับรู้สิ่งใหม่ๆเลือกที่จะไม่หาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตัวเองให้อยู่ในจุดที่สูงกว่าเดิม ดังนั้นการเรียนรู้นั้นย่อมเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากมาย
แตกต่างอย่างที่สี่ เลือกที่จะเดินหน้าหรือเลือกที่จะอยู่กับที่
การเดินหน้าหรืออยู่กับที่ที่เราจะพูดถึงนี้ คงไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายแน่นอน แต่เป็นการเคลื่อนไหวทางความคิด เป็นการเคลื่อนไหวของหน้าที่ของเราหรือการเคลื่อนไหวสิ่งต่างๆรวมไปถึงงานที่ทำ มีคนจำนวนไม่น้อยที่เลือกที่จะอยู่กับที่เกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ เลือกที่จะทำงานประจำไม่ออกไปหาอย่างอื่นหรือสร้างความสำเร็จที่มาจากโอกาสด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง อาจเป็นเพราะต้องการความมั่นคง สิ่งที่ทำอยู่นั้นเรามั่นคงเลยไม่อยากออกไปที่ไหน ไม่อยากออกไปทำอะไรอย่างอื่น

แต่ถึงอย่างไรก็ตามคนรวยจำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จนั้น พวกเขาเลือกที่จะทิ้งสิ่งที่ทำอยู่หรือโดนบังคับให้ทิ้งสิ่งที่ทำอยู่หรืออาจจะล้มเหลวกับสิ่งที่ทำอยู่ เพื่อไปสร้างสิ่งใหม่ๆเพื่อที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆโดยอยู่บนพื้นฐานของคำว่าโอกาสและคำว่าความสำเร็จ
แตกต่างอย่างที่ห้า อดทนในสิ่งที่ควรอดทน
การอดทนในสิ่งที่ควรอดทนนี้ คือการอดทนสิ่งต่างๆที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จ ความอดทนเป็นสิ่งพื้นฐานของใครหลายๆคนเลยก็ว่าได้ การอดทนในสิ่งที่ควรอดทนนั้น มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่าควรอดทนกับอะไร การอดทนที่โดนเจ้านายของที่ทำงานบ่นทุกวันนี้ไม่ทำให้เรารวยขึ้นอย่างแน่นอน การอดทนทำงานทุกวันโดยที่ไม่ก้าวหน้าหรืออดทนทำงานเพื่อความอยู่รอดไปวันๆโดยที่ไม่เห็นโอกาสนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีแน่นอน แต่การอดทนในที่นี้หมายถึงการอดทนรอโอกาสและในบางครั้งเราอาจต้องไปหาโอกาสด้วยตัวเอง

มีสิ่งต่างๆจำนวนไม่น้อยที่ต้องใช้เวลาและความอดทน เราไม่อาจใจร้อนที่จะซื้อหุ้นตัวที่อยากได้ถ้าเราไม่อดทนรอจังหวะที่เหมาะสม ในบางครั้งถ้าเรามองเห็นโอกาสหน้าที่การงานที่ดีกว่านั้นแต่ติดในเรื่องของเงินเราอาจจะอดทนเพื่อเก็บเงินในการสร้างฐานะสร้างโอกาสต่างๆให้กับตัวเองได้

โปรแกรมคำนวณภาษี ปี 2559 เพื่อคำนวณภาษีประจำปี 2558

โปรแกรมคำนวณภาษี ปี 2559 เพื่อคำนวณภาษีประจำปี 2558

โค้งสุดท้ายเหลือเวลา อีกเพียง 1 เดือนเท่านั้น สำหรับผู้มีเงินได้ หรือ มนุษย์เงินเดือนที่ต้องทำหน้าที่ ผู้เสียภาษีทีดี  ไปยืนแบบเพื่อคำนวณภาษีประจำปี 2558 ที่ผ่านมา โดยปรกติ ทางกรมสรรพากรจะเปิดให้ยื่นแบบ ทั้งที่ยื่นด้วยตัวเองที่สำนักงานเขตภาษี และ สามารถยื่นแบบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์  หรือที่เรียกว่ายืนภาษีผ่านอินเตอร์เน็ตนั้นเอง  โดยตามกำหนด ระยะเวลาสิ้นสุดการยื่นภาษีคือ วันที่ 31 มี.ค. 59

ดังนั้น ใครที่ยังไม่ได้ยื่นแบบเพื่อคำนวณภาษี  ค่าลดหย่อนภาษีของปีล่าสุดมาฝากกัน รับรองหากใช้สิทธิครบรับรองมีโอกาสได้คืนภาษีแน่หากชำระไว้เกิน

นอกจากนี้ ยังนำ โปรแกรมคำนวณภาษี มาฝากเพื่อให้เราทดลองคำนวณภาษีก่อนยื่นแบบจริงอีกด้วย 

ผู้ที่ต้องการทดลองคำนวณภาษีประจำปี 2558 ได้ทีนี้

สำหรับค่าลดหย่อนภาษีของปีนี้มีรายละเอียดดังนี้    

1. ค่าลดหย่อนส่วนบุคคล 30,000 บาท

2. ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้หรือมีเงินได้แต่เลือกนำมารวมคำนวณภาษี 30,000 บาท

3. ลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบุตร และการศึกษาบุตรค่าลดหย่อนจากการเลี้ยงดูบุตร ( ซึ่งเป็นได้ทั้งบุตรบุญธรรมและบุตรตามกฎหมาย )โดยหักลดหย่อนได้คนละ 15,000 บาท แต่ไม่เกิน 3 คน โดยบุตรจะต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี หรือถ้าเกิน 20 ปี แต่ไม่เกิน25 ปี จะต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไปเท่านั้น

 และหากบุตรศึกษาในประเทศ (ตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาเอก) ลดหย่อนค่าการศึกษาเพิ่มได้อีกคนละ 2,000 บาททั้งนี้บุตรที่จะนำมาใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีนั้น จะต้องไม่มีรายได้ในภาษีเกิน 15,000 บาทขึ้นไป หรือรายได้ที่มีนั้นได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมาย เช่น บุตรที่อายุไม่เกิน 20 ปีและได้รับเงินจากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาล 20,000 บาท แต่เงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งนั้นได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมาย จึงยังคงใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับบุตรนั้นได้ เป็นต้น

4. ค่าลดหย่อนจากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสำหรับที่อยู่อาศัย  ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท โดยเป็นดอกเบี้ยจากเงินกู้การเช่าซื้อบ้าน คอนโด หรือที่อยู่อาศัย โดยมีเงื่อนไขคือต้องเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินภายในประเทศ เช่น ธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐต่าง ๆ

หากมีการกู้สำหรับที่อยู่อาศัยมากกว่า 1 แห่ง สามารถใช้ลดหย่อนรวมกันได้ทุกแห่ง แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาทกรณีกู้ร่วมกันหลายคน ก็ให้แบ่งดอกเบี้ยคนละเท่า ๆ กัน แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนเช่นกัน

5. ค่าลดหย่อนจากค่าเลี้ยงดูบิดามารดาลดหย่อนจากบิดามารดา (ตัวเอง) และบิดามารดาของคู่สมรส ได้คนละ 30,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือ บิดามารดาต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาท ทั้งนี้ต้องให้บิดามารดาออกหนังสือรับรองการเลี้ยงดู ให้กับบุตรที่จะขอลดหย่อนภาษีด้วย และลูกสามารถใช้สิทธิ์ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น

6. ลดหย่อนจากประกันชีวิต

6.1 ประกันชีวิตแบบทั่วไป

ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องเป็นประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และมีผลตอบแทนคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยสะสม ส่วนที่เหลือนำไปยกเว้นจากรายได้ ได้อีกไม่เกิน 90,000 บาท

ลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตของคู่สมรสซึ่งไม่มีรายได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท

ส่วนเบี้ยประกันเพิ่มเติม เช่น ประกันสุขภาพ หรือประกันอุบัติเหตุ จะไม่สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้

6.2 ประกันชีวิตแบบบำนาญลดหย่อนได้ 15% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องเป็นประกันที่มีระยะเวลาเอาประกัน 10 ปีขึ้นไป และจ่ายผลตอบแทนให้ผู้เอาประกันตั้งแต่อายุ 55 ปีต่อเนื่องไปจนถึง 85 ปี และ เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท(เพราะเป็นเงินลดหย่อนที่สนับสนุนการออมในลักษณะเดียวกัน)

7. ลดหย่อนจาก กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ Long term equity fund หรือ LTF  ลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ไม่เกิน 500,000 บาท และกำไรที่ได้จากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital Gain) ก็ไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

ทั้งนี้ จะต้องถือกองทุน LTF ที่ซื้อไว้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี (นับตามปี พ.ศ. เช่น ซื้อ LTF เมื่อ 31 ธันวาคม 2558 จะต้องถือไว้จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นอย่างต่ำ) และไม่สามารถโอนหรือจำนำไปเพื่อเป็นหลักประกันได้

8. ลดหย่อนจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ Retirement Mutual Fund หรือ RMF โดยผู้ลงทุนจะได้รับการลดหย่อนภาษีสูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น แต่ไม่เกิน 500,000 บาท แต่เมื่อรวมกับกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน หรือประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

9. ลดหย่อนจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สมาชิกที่จ่ายเงินสบทบเข้า กบข. นี้จะได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

10. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมาชิกที่จ่ายเงินสบทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินปีละ 10,000 บาท สำหรับส่วนที่เกิน 10,000 บาท และไม่เกิน 490,000 บาท จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมกับเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ทั้งนี้เมื่อรวมกับ RMF, กบข., กองทุนครูโรงเรียนเอกชน, ประกันชีวิตแบบบำนาญ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

11. ลดหย่อนจากกองทุนการออมแห่งชาติ ถือเป็นปีแรกที่ผู้ที่เป็นสมาชิกและจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. จะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้ โดยสามารถหักลดหย่อนภาษีจากเงินสะสมเข้า กอช. ตามเกณฑ์เดียวกับเงินที่จ่ายสบทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

12. ลดหย่อนจากการจ่ายประกันสังคม เงินสมทบกองทุนประกันสังคม มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้แก่บุคคลที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน สามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 9,000 บาท

13. ลดหย่อนจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์  มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป โดยผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาไม่เกิน 3,000,000 บาท สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ปีละ 20% เป็นเวลา 5 ปี

14. ลดหย่อนจากค่าเลี้ยงดูคนพิการ หรือคนทุพพลภาพ  ลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท  โดยถ้าเป็นญาติใกล้ชิด(บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร บุตรบุญธรรม)สามารถหักได้หมด และหากเป็นผู้ที่ดูแลคนพิการอื่นตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการสามารถหักได้อีกหนึ่งคน โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องเป็นคนพิการซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี

15. ลดหย่อนจากเงินบริจาค  การบริจาคให้กับการกุศลต่าง ๆ สามารถลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือหลังหักลดหย่อนและยกเว้นกรณีอื่น ๆ ทั้งหมดแล้ว โดยมีเงื่อนไขคือ ต้องบริจาคเป็นเงินเท่านั้น

16. ลดหย่อนจากการท่องเที่ยวภายในประเทศลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาท จาก

16.1 ค่าบริการนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ (ค่าแพ็กเกจทัวร์) อันเกิดจากการใช้บริการบริษัททัวร์ หรือบริษัทนำเที่ยว ที่จดทะเบียนกับสำนักทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

16.2 ค่าบริการที่พัก จะต้องเป็นค่าที่พักที่จ่ายให้กับโรงแรมที่ได้จดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย ตามพระราชบัญญัติโรงแรมแล้วเท่านั้น ดังนั้น ค่าที่พักบางแห่ง เช่น โฮมสเตย์ หรือ บ้านพักของอุทยานแห่งชาติต่างๆ ฯลฯ จะไม่สามารถนำมาหัก เป็นค่าลดหย่อนได้ เพราะไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงแรมตามกฎหมายทั้งนี้ ค่าลดหย่อนจากการท่องเที่ยวนี้ สามารถใช้ได้ใน 2 ปีภาษีคือ ปี 2557 และปี 2558

17.ค่าลดหย่อนสำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในระหว่างวันที่ 25 -31 ธ.ค.58 จากผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท โดยให้ผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าหรือรับบริการเป็นใบกำกับภาษี เต็มรูปแบบตาม ม.86/4 แห่ง ป.รัษฎากร แต่ไม่รวมถึงการซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ